พระเป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย

ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงพระอิสริยยศ "พระราชินี" จนถึง "สมเด็จพระบรมราชินีนาถ" พระองค์ทรงปฏิบัติภารกิจน้อยใหญ่นานัปการ ทั้งในฐานะ "พระผู้เป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย" และในฐานะ "คู่บุญคู่พระราชหฤทัย" ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ทั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในชนบททั่วทุกภูมิภาค แม้ตรากตรำพระวรกาย เนื่องจากการคมนาคมในสมัยก่อนยังไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน ก็มิทรงย่อท้อ
การดำรงชีพและชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ทรงสนพระราชหฤทัยอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะราษฎรที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่มีชนกลุ่มน้อยเผ่าต่าง ๆ อาศัยอยู่จำนวนมากอย่างกระจัดกระจาย และยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องเขตแดน ที่ทำให้เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกันอยู่บ่อยครั้ง ขณะเดียวกันการสู้รบบริเวณตะเข็บชายแดนด้านตะวันตก ก็มีผลกระทบต่อราษฎรที่อาศัยและทำมาหากินอยู่บริเวณใกล้เคียง ได้รับผลกระทบจำต้องอพยพ ลี้ภัยการสู้รบ รวมทั้งการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทำให้การดูแลราษฎรชาวไทยในพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก
 
จากสภาพปัญหาดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริถึงแนวทางการสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่บริเวณแนวชายแดน ในพื้นที่เพ่งเล็ง ตั้งแต่ช่องทางกิ่วผาวอก จังหวัดเชียงใหม่ ไปจนถึงอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน จากแนวพระราชดำริดังกล่าว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้กองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการนำราษฎรชาวไทยภูเขาที่อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายตามพื้นที่ทำมาหากินบริเวณเชิงดอยต่างๆ ให้มารวมกันจัดตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นมา และเรียกว่า "หมู่บ้านยามชายแดน" ภายใต้ "โครงการหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ"
โดยแนวพระราชดำริการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน จะต้องเป็นหมู่บ้านจัดตั้งใหม่บนพื้นที่สูง และมีความปลอดภัยในการอยู่อาศัยและทำมาหากินพอสมควร เป็นพื้นที่ที่สามารถทำการเกษตรได้ มีแหล่งน้ำ และพื้นที่เพียงพอสำหรับราษฎร 40-50 ครอบครัว และให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนช่วยเหลือในการจัดตั้งหมู่บ้าน จัดให้มีการฝึกอบรม เกี่ยวกับการระวังป้องกัน การรายงานข่าวสาร เพื่อทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้กับทางราชการ ขณะที่มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพจะเข้าไปช่วยสนับสนุนในการฝึกอบรมและพัฒนาด้านอาชีพให้ เพื่อราษฎรจะได้มีอาชีพที่มั่นคงสามารถพึ่งพาตนเองได้ อันจะก่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสุขสันติ
พร้อมกันนี้ ในการพัฒนาหมู่บ้านยามชายแดน ก็ได้มีการน้อมนำเอา "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นเข็มทิศชี้นำในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการดำรงชีพให้แก่ราษฎร ทั้งด้านการพัฒนาคนและการพัฒนาพื้นที่อีกด้วย ซึ่งจะเน้นแบบค่อยเป็นค่อยไป มุ่งให้สมาชิกในชุมชน "พออยู่พอกิน" ตลอดจนยกฐานะหมู่บ้านให้เป็นที่ถูกต้อง ตาม พ.ร.บ. ลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ในโอกาสอันควร เพื่อลดปัญหาการกระทบกระทั่ง และความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ พร้อมกับเปิดโอกาสให้แก่ราษฎรอาสาสมัครบ้านยามชายแดนเหล่านี้ ได้มีความพร้อมในการพัฒนาและสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ราษฎรสามารถรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองได้
รวมทั้งสามารถแจ้งข่าวเตือนภัยให้กับกลุ่มบ้านเครือข่ายและส่วนราชการได้อย่างทันเวลา ยามมีเหตุการณ์ไม่ปรกติในพื้นที่บริเวณชายแดน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้ดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ในการขจัดปัดเป่าปัญหาของชาติ โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงบริเวณแนวชายแดน เป็นผลให้ตลอดเวลาที่ผ่านมาวิกฤติการณ์ที่เป็นปัญหาในพื้นที่ชายแดนทางภาคเหนือของประเทศ สามารถลดผลกระทบต่อความมั่นคงได้อย่างเห็นเป็นรูปธรรม และส่งความผาสุกแก่ราษฎรอย่างยั่งยืน สมดังพระสมัญญานาม "แม่หลวงของแผ่นดิน" พระบารมีที่แผ่ไพศาลทั่วหล้าโดยแท้
พระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
 
พระราชทานพระราชดำริ 22 กันยายน 2545 และ 22 มีนาคม 2545 ในรายละเอียดพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำริให้พิจารณา หาแนวทางในการดำเนินงานจัดตั้งหมู่บ้านในรูปแบบบ้านยามชายแดนด้านทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อพัฒนาราษฎรในพื้นที่ให้เข้มแข็ง มีส่วนร่วมรักษาอธิปไตยของชาติอย่างมีระบบ และให้หาราษฎรชาวไทยภูเขาที่สมัครใจ ไปเป็นยามตามแนวชายแดน
และได้มีพระราชดำริเพิ่มเติ่ม ดังนี้
1. ให้หมู่บ้านยามชายแดนเป็นหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นใหม่บนภูเขา
2. พื้นที่จัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนเป็นพื้นที่ ที่สามารถทำการเกษตรได้และมีแหล่งน้ำที่เพียงพอ
3. ให้ทหารช่วยฝึกอบรมระบบป้องกันภัยและฝึกการรายงานข่าว เพื่อให้ราษฎรได้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับทางราชการ
4. มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ จะช่วยสนับสนุนอาชีพ และขอแรงงานทางหาร เข้าช่วยในการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน

โครงการพัฒนาราษฎร ชาวไทยภูเขา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เห็นชอบให้จัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน พื้นที่บ้านปางคอง อ.ปางมะผ้า เป็นแห่งแรก และจนถึงปัจจุบัน มีหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้ามยามชายแดน จำนวน 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย
1. บ้านปางตอง ตำบลนาปู่ป้อม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
2. บ้านอาโจ้ ตำบลนาปู่ป้อม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
3. บ้านดอยผักกูด ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
4. บ้านแม่ส่วยอู ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ โดยน้อมนำเอา "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นปรัชญานำทาง โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน ตั้งแต่ร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน ร่วมดำเนินการ ร่วมประเมินผลและร่วมแก้ไขปัญา เพื่อให้ชุมชนได้มีโอกาสในการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะรับการพัฒนาด้านต่าง ๆ จากภายนอก ที่เรียกว่า "การระเบิดจากข้างใน"
แนวคิดในการพัฒนาของหมู่บ้านยามชายแดน ทั้งด้านการพัฒนาคนและการพัฒนาพื้นที่ จะเน้นแบบค่อยเป็นค่อยไปมุ่งให้สมาชิกในชุมชน “พออยู่พอกิน” เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะพัฒนาสู่ขั้นสูงต่อไป ทั้งนี้ ได้จัดตั้งเป็นชุมชนถาวรแนวชายแดนด้านทิศตะวันตกของจังหวัดแม่ฮ่องสอน และยกฐานะเป็นหมู่บ้านที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ตลอดจนกำหนดแนวเขตแดนให้ชัดเจนเพื่อลดปัญหาการกระทบกระทั่ง และความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้และ เสริมสร้างศักยภาพของพื้นที่ ให้โอกาสแก่ราษฎรอาสาสมัครบ้านยามชายแดน ได้มีความพร้อมในการพัฒนา และสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างยั่งยืนทั้งได้ฝึกอบรมราษฎร ให้สามารถรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองได้ รวมทั้งสามารถแจ้งการเข้าเตือนภัยให้กับกลุ่มบ้านเครือข่ายและส่วนราชการได้อย่างทันเวลา
แหล่งข้อมูล
เว็บไซด์ โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน
เว็บไซด์ อรุณสวัสดิ์ดอตคอม
เว็บไซด์ เดลินิวส์ออนไลน์

เข้าชม3,721ครั้ง