แม่ให้ "ศิลปาชีพ" คือ ให้อาชีพและคงความเป็นไทย

"...ระหว่างที่พระองค์ท่าน (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ทรงพระราชดำเนินไปตามไร่นานั้น ข้าพเจ้าก็จะอยู่กับราษฎรที่มารับเสด็จ ได้มีโอกาสพูดคุยซักถามเรื่องสุขภาพอนามัยและความเป็นอยู่ต่างๆ ของราษฎร จากความคุ้นเคยใกล้ชิดกับราษฎรนี้เอง ข้าพเจ้าจึงได้ค้นพบความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวของคนไทย ทุกวันนี้ลูกหลานของชาวนาชาวไร่ผู้ยากจนและการศึกษาน้อย กลับมาเป็นผู้จรรโลงรักษาศิลปะของบ้านเมืองเราไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม คนไทยคนใดก็ตามที่ได้มีโอกาศฝึกหัดงานศิลปะ ล้วนแต่แสดงออกถึงฝีมืออันเลิศล้ำ ไม่เพียงแต่จะกรำงานในไร่นา ผลิตเมล็ดข้าวและอาหารต่าง ๆ มาเลี้ยงชาติเท่านั้น มือที่กรำงานหนักนี้ยังสามารถประดิษฐ์ผลงานที่ละเอียดลออได้หลายรูปแบบ เช่น เครื่องถมเงินถมทอง และแพรพรรณอันสวยงาม เป็นต้น…..."
พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ
โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ คือ โครงการส่งเสริมให้ประชาชน ประกอบอาชีพโดยอาศัยศิลปะที่ตนมีอยู่ นับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความยากจนและการทำมาหากินของราษฎร โดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสำคัญ อีกทั้งยังกล่าวได้ว่าเป็นโครงการที่เพิ่มและพัฒนาขีดความสามารถของประชาชนผู้ยากไร้ ให้ช่วยตัวเองและพึ่งตนเองได้โครงการหนึ่ง
นอกเหนือไปจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ อันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการที่นับว่า สำคัญยิ่งอีกโครงการหนึ่งก็คือโครงการศิลปาชีพ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นชัดแจ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณ และน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ที่ได้ทรงเสียสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ กำลังพระวรกายและทุ่มเทเวลาทรงร่วมประสาน การดำเนินงานกันไปทุกด้านอย่างครบวงจร ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะยกระดับความเป็นอยู่ เพิ่มพูนรายได้และพัฒนาการอาชีพของราษฎรให้ดีขึ้นนั่นเอง
งานในโครงการศิลปาชีพนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรง รับสนองพระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้พสกนิกรได้มีอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มพูนรายได้แก่ตนเองและครอบครัว ตลอดจนเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูงานด้านหัตถกรรมต่าง ๆ อันเป็นศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานานในสังคมไทย
มูลนิธิศิลปาชีพฯ เกิดขึ้นมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรชาวไทยในภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ทำให้ทั้งสองพระองค์ทรงทราบถึงความทุกข์และความเดือดร้อนของราษฎร
นอกจากนี้จากกระแสพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงมีแก่คณะบุคคลต่าง ๆ หลายต่อหลายครั้ง ก็จะย้ำให้เห็นถึงที่มาของโครงการส่งเสริมศิลปาชีพว่าเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังเช่น
"...ทุกครั้งที่เมืองไทยเกิดน้ำท่วมหรือเกิดภัยพิบัติ…ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำของพระราชทานไปช่วยเหลือราษฎร มักจะเห็นเครื่องอุปโภคบริโภคแล้วก็รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการช่วยเฉพาะหน้า ซึ่งช่วยเขาไม่ได้จริง ๆ ไม่พอเพียง ทรงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นระยะยาว คือทำให้เขามีหวังที่อยู่ดีกินดีขึ้นด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริมให้แก่ ครอบครัวชาวนา ชาวไร่ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหาแหล่งน้ำให้การทำไร่ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศชาติบ้านเมืองทรงพระราชดำเนินไปดูตามไร่ของเขาทรงคิดว่านี่เป็นกำลังใจ และที่ทรงให้ข้าพเจ้าดูแลครอบครัว ก็เลยเป็นที่เกิดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ……..."
(พระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา. 11 สิงหาคม 2534)

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นมูลนิธิที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2519 เพื่อช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ผู้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ทว่ามีปัญหาเรื่องรายได้ รายได้น้อย ทั้งนี้เพราะปัญหาต่าง ๆ อันเป็นอุปสรรคของการเพาะปลูก อาทิ สภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนอยู่เสมอทำให้รายได้จากผลผลิตไม่พอเลี้ยงครอบครัว ประกอบด้วยศิลปหัตถกรรมไทยซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีตกำลังจะเสื่อมสูญไป เนื่องจากรูปแบบการดำเนินชีวิตของสังคมไทยปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาทั้งสองประการ จึงมีพระราชดำริหาวิธีแก้ไข อีกทั้ง สืบเนื่องมาจากกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำรัสความว่า
 
"...……ความเป็นมาของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ข้าพเจ้าก็อยากจะอวด อยากจะคุยให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ทุก ๆ ครั้งที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้นทั่วประเทศไทย ไม่ว่าเป็นที่ไหนก็ตามจะเป็นน้ำท่วม หรือว่าแล้งเป็นพิเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปเยี่ยม และจะทรงบ่นทุกครั้งว่า ที่เรามาช่วยเหลือประชาชนเนี่ย ก็ช่วยได้นิดเดียว ช่วยเพื่อจะว่าให้เขามีกำลังใจ มีผ้าห่ม มีอาหารเฉพาะที่เกิดอุบัติภัยอะไรขึ้นเท่านั้นเอง รับสั่งว่าไม่เป็นการแก้ปัญหาในการที่เขาขาดเงินรายได้ ขาดอาชีพ ที่จะมาเลี้ยงดูครอบครัวก็รับสั่งว่าไหนลองช่วยกันคิดสิว่าประชาชนมีความสามารถอะไรอีก
……นอกจากจะเป็นนักเกษตรกรที่สามารถ ข้าพเจ้าก็กราบบังคมทูลว่า ฝีมือทอผ้าของประชาชนเนี่ยเป็นที่เยี่ยม และลายมัดหมี่ที่ดั้งเดิมที่เขาเอามาถวายเนี่ย เป็นลายที่สวยงามมาก วิจิตรพิสดารมาก ซึ่งข้าพเจ้าก็ใช้อันนั้นน่ะ บอกเขาว่าช่วยทอให้ที แล้วก็จะให้เงินเขา เขาก็ถามข้าพเจ้าว่ามัดหมี่เนี่ยเอาไปทำไม ทอไปทำไม ราชินีจะเอาไปทำไม ข้าพเจ้าก็บอกว่าเอาไปใช้สิ ก็สวยมาก เขาก็บอกว่าไม่รู้หรือว่าที่กรุงเทพฯ น่ะ มีแต่คนใช้เท่านั้นแหละที่ใช้แต่มัดหมี่ ซึ่งเดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าก็บอกกับบุคคลทั่วไปว่า ไม่จริงเลยนะเดี๋ยวนี้คนที่กรุงเทพฯ ทุกคนน่ะ พร้อมใจกันช่วยกันซื้อผ้ามัดหมี่จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ แล้วมาตัดใส่ด้วยความภาคภูมิใจใน งานใหญ่ ๆ ด้วยซ้ำไป เพราะเชื่อมั่นว่าเนี่ยเป็นฝีมือ เป็นการทอที่สวยงดงามที่สุด เป็นงานฝีมือที่สวยที่สุด ซึ่งชาวต่างประเทศก็รับรองและเห็นด้วย…..."
จุดเริ่มต้นของโครงการศิลปาชีพเริ่มต้นจากการสร้างงานของกลุ่มทอผ้าเป็นกลุ่มแรก และสามารถรวมกลุ่มอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา
ภายหลังเมื่อมีพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์เป็นที่ประทับยามเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในภาคอีสานแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โปรดเสด็จฯ เยี่ยมชาวบ้านเหล่านั้นจนถึงบ้านอย่างทั่วถึง สมาชิกกลุ่มผ้าไหมจึงมีจำนวนมากขึ้น ในปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มผ้าไหมจำนวนถึง 7,000 คน หมู่บ้านที่เสด็จฯ ไปช่วยเหลือนั้น ส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านที่ราษฎรยากจน อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ทรงส่งเสริมให้ราษฎรประกอบอาชีพและมีรายได้ดีขึ้น ราษฎรที่เคยอดอยากยากแค้นก็มีความสุขขึ้น มีการทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวให้อยู่ดีกินดี รักถิ่นฐานบ้านช่องของตนไม่คิดจะละทิ้งไปหางานทำในเมือง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีตามบ้านที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยม ถ้าแม่บ้านบ่นถึงความยากจน ก็จะรับสั่งว่า
ทอผ้าซิจ๊ะ ส่งผ้ามาจะรับซื้อ จะได้มีเงินส่งให้ลูกเรียนหนังสือ "
ต่อมางานสนับสนุนการทอผ้าพื้นเมืองตลอดจนงานหัตถกรรมต่าง ๆ ได้แพร่หลายไปยังจังหวัดต่าง ๆ ที่ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเอาพระทัยใส่เรื่องอาชีพ ความเป็นอยู่ และความถนัดเชิงศิลปะของราษฎรในแต่ละท้องถิ่นทรงเห็นว่าในท้องถิ่นต่าง ๆ มีศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านในแต่ละภาคซึ่งเป็นสิ่งมีค่ามากและก็เป็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน…ซึ่งนับวันสิ่งเหล่านี้จะสูญหายไปเรื่อย ๆ จึงทำให้มีความสนพระทัยในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
เพราะจะเกิดประโยชน์ถึงสองประการด้วยกัน คือ ประการแรก ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนางานหัตถกรรมพื้นบ้าน ประการที่สอง เป็นการอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านอันเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติให้คงอยู่การส่งเสริมการทอผ้าโดยการรับซื้อและพระราชทานอุปกรณ์การทอผ้านั้น องค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ต่อมาพระราชกรณียกิจ จากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นที่ทราบกันกว้างขวางขึ้น จึงมีข้าราชบริพารและผู้มีจิตศรัทธาทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลเพื่อใช้จ่ายใน กิจการเหล่านี้ และขอพระราชทานให้ทรงก่อตั้งเป็นมูลนิธิขึ้น
พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมูลนิธิขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 โดยพระราชทานชื่อมูลนิธิว่า "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์" สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิ สำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ ณ สวนจิตรลดา มีทุนเริ่มแรกหนึ่งล้านบาทอันเป็นทุน ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้
ปัจจุบันมูลนิธิมีศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาค และมีโครงการส่งเสริมศิลปาชีพในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ดังนี้
1. ศูนย์กลางศิลปาชีพ ณ สวนจิตรลดา
2. ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ บางไทร อยุธยา
3. ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม สกลนคร
4. ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ บ้านจาร สกลนคร
5. ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษบ้านทรายทอง สกลนคร
6. ศูนย์ศิลปาชีพบ้านหัวยเดื่อ แม่ฮ่องสอน
7. ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน
8. ศูนย์ศิลปาชีพบ้านแม่ต๋ำ เชียงใหม่
9. ศูนย์ศิลปาชีพเครื่องปั้นดินเผา ลำปาง
10. ศูนย์ศิลปาชีพบ้านวัดจันทร์ เชียงใหม่

แหล่งข้อมูล
เว็บไซต์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ
เว็บไซต์ สำนักข่าวเจ้าพระยา

เข้าชม13,093ครั้ง